2475 กับประวัติศาสตร์สามัญชน: เติมความทรงจำในช่องว่าง

ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 จะได้รับการรื้อฟื้นความหมายกลับมาเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์สามัญชนไทยหลังเกิดการรัฐประหารปี 2549 และอีกครั้งหลังการรัฐประหารปี 2557 ความรู้ความเข้าใจที่คนจำนวนมากมีต่อ 2475 ก็ยังรวมศูนย์อยู่กับถ้อยคำของชนชั้นนำในศูนย์กลางของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เห็นด้วยหรือเห็นต่างกับคณะราษฎร

การจะทำให้ 2475 เข้าใกล้ความเป็น “ประวัติศาสตร์สามัญชน” ยิ่งขึ้น จึงต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ที่เปิดกว้างออกไป ตั้งแต่ในแง่ชนชั้นที่ศึกษาและภูมิภาคที่ศึกษา ไปจนถึงกรอบการศึกษาและหลักฐานที่ศึกษา

งานเสวนา “2475 กับประวัติศาสตร์สามัญชน” (ลิงก์วิดีโอ) จัดโดยภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิสิทธิอิสรา ในวันที่ 27 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ได้เผยให้เห็นช่องว่างของความรู้ความเข้าใจนั้น พร้อมเชิญชวนผู้สนใจเติมเต็มช่องว่างด้วยการเขียนความทรงจำเกี่ยวกับ “วัตถุปฏิวัติ” เพื่อเสริมสร้างฐานข้อมูลมรดกทางวัตถุของคณะราษฎร

[อ่านกติกาการประกวดสารคดีความทรงจำ วัตถุปฏิวัติ ได้ตามลิงก์นี้]

ในการบรรยายหัวข้อ “2475 กับชายแดนใต้” ผศ.ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ ได้กล่าวถึงข้อจำกัดของการปฏิวัติ 2475 โดยอ้างถึงข้อเขียนของ อ. บางนรา ปัญญาชน-นักประวัติศาสตร์ชาวนราธิวาส ว่า

วันที่ 24 มิถุนายน 2475 มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งยิ่งใหญ่ของไทย มีการร่างรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย แต่ถึงอย่างไร ระบอบประชาธิปไตยที่ว่านั้น ยังไม่ได้ซึมเข้าไปถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้แต่อย่างใด… ด้วยระบอบประชาธิปไตยที่ว่านั้น ทำให้คนไทยเกิดความรู้สึกในชาตินิยมมากขึ้น ทำให้คนไทยบางกลุ่ม ตีความหมายของคำว่า ‘ชนชาติไทย’ ไปเป็นกลุ่มชนที่ใช้ภาษาเดียวกัน ศาสนาเดียวกัน มีขนบประเพณีเหมือนกัน จนลืมไปว่า จริงๆแล้วรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ควรจะหมายรวมไปถึงอิสระในการนับถือศาสนา ในการพูด ในการใช้ความคิด

ผลสืบเนื่องอย่างหนึ่งของการอภิวัฒน์สยาม 2475 คือการแพร่หลายมากขึ้นของขบวนการชาตินิยมสุดโต่ง โดยเฉพาะหลังปี 2482 ภายใต้รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อคนมลายูมุสลิมและเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนใต้มาจนถึงปัจจุบัน

“ความเป็นชาตินิยมวางอยู่บนพล็อตหรือความเชื่อที่ว่า ดินแดนที่อยู่ห่างไกลอย่างเช่นปาตานีไม่เคยเป็นอิสระมาก่อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา รัตนโกสินทร์ แล้วพอมาอยู่ภายใต้รัฐและระบอบการเมืองแบบใหม่ ก็ได้รับการผนวกรวมภายใต้รัฐสยามใหม่อย่างสมบูรณ์ ผ่านกระบวนการปฏิรูปการปกครองของหัวเมืองสยาม” ชลิตากล่าว

“แนวคิดนี้ พล็อตเรื่องเหล่านี้ถูกทำให้เป็นจริง นำมาสู่การข่มขู่ คุกคาม หรือปราบไม่ให้มีการอ้างสิทธิทางการเมืองด้วยข้อหาของการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ทุกขณะ นำไปสู่การใช้กำลังที่เกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งดำเนินการอยู่ตลอดเวลาในทุกวันนี้ การวิสามัญฆาตกรรม การล้อมปราบ การซ้อมทรมาน การใช้กฎหมายพิเศษ แล้วมันก็สร้างความโกรธแค้นต่อผู้คนที่นั่นสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้”

การมอง 2475 จากชายแดนใต้ไม่เพียงทำให้เห็นข้อจำกัดของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังอาจทำให้รู้ซึ้งถึงความหมายของการมีสิทธิเลือกตั้งสำหรับผู้อยู่ห่างไกลศูนย์กลางอำนาจอีกด้วย ในยุคปัจจุบันที่การรื้อฟื้นความหมายของ 2475 มักขับเน้นเรื่องอุดมการณ์ความเสมอภาคและสิทธิเสรีภาพ ชลิตาชี้ให้เห็นถึงความหมายที่จับต้องได้จริงของอุดมการณ์นั้นผ่านแนวคิดของคนชายแดนใต้ ที่ความสำคัญอันดับแรกสำหรับผู้แทนราษฎรในพื้นที่สามจังหวัดคือการเข้าสู่อำนาจรัฐ ต้องพยายามไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลให้ได้ไม่ว่าจะนำโดยพรรคใดฝ่ายใด ในอีกทางหนึ่ง ประชาชนทั่วไปก็ได้แสดงเจตจำนงของตนผ่านการเลือกหรือไม่เลือกใครเป็นผู้แทน ดังจะเห็นได้จากการที่ประชาชนเลือกผู้แทนราษฎรที่เป็นคนมลายูอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 2470 หรือการที่ประชาชนเลือกไม่ลงคะแนนให้ผู้แทนราษฎรกลุ่มวาดะห์ที่สังกัดพรรคไทยรักไทยหลังเหตุการณ์ตากใบปี 2547 เป็นการตัดสินรัฐบาลในขณะนั้น

ชลิตามีโอกาสลงพื้นที่สอบถามคร่าวๆจากคนทั่วไปที่สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมืองในหมู่บ้านชายแดนใต้ที่ตนเคยทำงานมานุษยวิทยาภาคสนาม ว่ารับรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 หรือไม่อย่างไร รู้จักชื่อคนอย่างปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป., แช่ม พรหมยงค์ (สมาชิกคณะราษฎรที่เป็นจุฬาราชมนตรี), นายแพทย์เจริญ สืบแสง (อดีตส.ส.ปัตตานี), หะยีสุหลง หรือไม่ ชลิตาพบว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก 2475

[ผศ.ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ เล่าถึงปฏิกิริยาของประชาชนทั่วไปในหมู่บ้านชายแดนใต้ต่อคำถามทำนอง “ก๊ะๆ รู้จักมั้ยคะ 24 มิถุนาฯ นี่วันอะไร” หรือ “แบๆ รู้จักเหตุการณ์ 24 มิถุนาฯ 2475 มั้ย”]

ในบรรดาคนชายแดนใต้ ผู้ที่รับรู้เรื่อง 2475 มักเป็นปัญญาชน นักเคลื่อนไหว หรือนักการเมือง ชลิตาจัดแบ่งมุมมองของปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่สนใจ 2475 ออกเป็นสองลักษณะ ลักษณะแรก คือสนใจเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ต้องช่วยทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยก่อน การแก้ปัญหาของชายแดนใต้จึงจะสำเร็จ ส่วนลักษณะที่สอง คือสนใจในการรักษาอำนาจของชนชั้นนำ บนฐานความคิดที่ว่าสามารถเจรจา ต่อรอง ยื่นข้อเสนอต่อรัฐไทยได้เลย ไม่ต้องรอให้เป็นประชาธิปไตยก่อน

ในอีกด้านหนึ่ง ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ได้สืบเสาะประวัติศาสตร์การเข้าร่วมการปฏิวัติ 2475 ของคนจีนที่บางคล้า ชุมชนริมแม่น้ำบางปะกงในจังหวัดฉะเชิงเทรา ศรัญญูเรียกพวกเขาว่า “คณะราษฎรชาวบ้าน” ซึ่งเขย่าภาพจำของสังคมว่าคณะราษฎรมีแต่ “นักเรียนนอก” เป็นกำลังหลัก

จากหลักฐานปี 2475 ในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ 24 มิถุนา ชื่อ “บรรทึกความจำของบรรณาธิการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองคราวนี้” ของสงวน ตุลารักษ์ (นามสกุลเดิม เตียวเลี่ยงซิม) ทนายความชาวบางคล้าที่มีความใกล้ชิดกับปรีดี พนมยงค์ ศรัญญูแหวกลงใต้พล็อตเรื่องหลักของการวางแผนปฏิวัติสู่ “เส้นเรื่องรอง” ของเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างสงวน ตุลารักษ์ กับคณะราษฎรชาวบ้านบางคล้าเช่นนายจ้อย โอปั๊ก วัย 21 ปี (ผู้ถูกบันทึกว่าเป็น “ลูกทุ่ง”) และนายกระจ่าง ตุลารักษ์ วัย 20 ปี (น้องชายต่างมารดาของสงวนที่รับหน้าที่ “หามือปืน”) เพื่อสำรวจบทบาทของพวกเขาในการเป็น “หัวแรง” ที่จะร่วมตายในการปฏิวัติ 2475 โดยไม่มีและไม่หวังตำแหน่ง นอกจากนี้ศรัญญูยังเชื่อมโยงลักษณะการรวมตัวของ “คณะราษฎรชาวบ้าน” เหล่านี้เข้ากับกลุ่มคนจีนยุคก่อนหน้าที่รวมกลุ่มกันเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐหรือรักษาผลประโยชน์บางอย่าง อันเป็นที่มาของชื่อความผิดอาญาที่เรียกว่า “อั้งยี่”

(อ่านเพิ่มเติมได้ที่รายงานเสวนา “ประวัติศาสตร์สามัญชนกับ 2475 เมื่อคณะราษฎรไม่ได้มีแค่ทหารและนักเรียนนอก” โดย ภัททยา โอถาวร เผยแพร่ทางประชาไท)

อย่างไรก็ดี มรดกของการปฏิวัติ 2475 ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในพื้นที่ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองเท่านั้น  อานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชน ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของใช้ที่มีรูปพานรัฐธรรมนูญ เช่น ใบชา สายคาดผ้าถุง ว่าเป็นงานฝีมือที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเขาแยกออกจากวัตถุที่ปรากฏตัวในพื้นที่ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยตรง  การจัดประเภทเช่นนี้ของอานนท์ชวนให้ไม่ลืมคิดถึงปัจจัยของสมัยนิยมในยุคคณะราษฎร อีกทั้งเตือนให้ผู้สนใจไม่ด่วนสรุปถึงมุมมองทางการเมืองของผู้สร้างวัตถุชิ้นหนึ่งๆ

“ดูให้ดี การพูดถึงรัฐธรรมนูญไม่ได้แปลว่าสืบทอดของคณะราษฎร แต่อาจเป็นการเห็นดีเห็นงามกับร.7” อานนท์กล่าว

[อานนท์ ชวาลาวัณย์ ยกตัวอย่างการนำแนวคิดและสัญลักษณ์ของคณะราษฎรมาตีความในยุคร่วมสมัย ในภาพคือเสื้อรูปปรีดี พนมยงค์ ในใบประกาศจับโจรสลัดจากการ์ตูนเรื่องวันพีซ]

ในเว็บไซต์ วัตถุปฏิวัติ สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเช่นที่อานนท์กล่าวถึงอาจนับเป็น “วัตถุปฏิวัติ” ได้ในหมวดวัตถุทางการเมืองวัฒนธรรม เช่น แท่นวางตาลปัตรรูปปีกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่วัดท่านางหอม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แม้ไม่ทราบช่างผู้สร้างและไม่อาจล่วงรู้เจตนารมณ์ แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญไม่กี่ชิ้นที่ยังคงอยู่ที่สะท้อนถึงการขานรับอุดมการณ์ประชาธิปไตยของบุคลากรศาสนาในระดับท้องถิ่น

แท่นวางตาลปัตรที่สร้างโดยช่างไร้ชื่อนี้เอง คือวัตถุที่ศ.ดร.ชาตรี ประกิตนนทการ ผู้ร่วมเสวนาลำดับสุดท้ายและหนึ่งในผู้ริเริ่มเว็บไซต์ วัตถุปฏิวัติ ได้บังเอิญไปเจอด้วยตัวเอง

“ ‘คงอยู่’ นี่คิดไปเองนะฮะ ไม่รู้อยู่รึเปล่า” ชาตรีกล่าวขณะเปิดหน้าเว็บให้ผู้รับชมเสวนาได้ดู “เพราะวัดท่านางหอมอยู่ที่สงขลา อันนี้ก็เขียนแต่ข้อมูลเท่าที่มี เพราะฉะนั้นคุณจะเห็นว่านี่เป็นวัตถุที่มีแต่รูปภาพ แต่ความทรงจำและจิตวิญญาณของมันไม่มีอยู่ในนี้”

ชาตรียกแท่นวางตาลปัตรนี้ขึ้นมาเป็นตัวอย่างของช่องว่างใหญ่ที่ต้องเติมเต็ม กล่าวคือวัตถุสร้างโดยสามัญชนที่ไม่มีเอกสารหลักฐานอ้างอิง ต้องอาศัยปากคำของผู้สร้าง หรือความทรงจำของผู้ใช้ ผู้พบเห็น หรือผู้รับมรดก วัตถุนั้นจึงจะคืนชีวิตและจิตวิญญาณขึ้นมาได้

[ส่วนหนึ่งของหน้าไทม์ไลน์ วัตถุปฏิวัติ ในยุคของการเกิดใหม่ครั้งที่สามของคณะราษฎร ฟากซ้ายคือวัตถุที่สร้างโดยรัฐ ฟากขวาคือวัตถุที่สร้างโดยประชาชน]

“พาร์ทที่ผมให้ความสำคัญที่สุดคือ วัตถุสามัญชนคนธรรมดา เพื่อที่จะรับรู้ว่า ในช่วงเวลาคณะราษฎร หรือการเกิดม็อบคนเสื้อแดงที่กลับไปหาคณะราษฎร ม็อบราษฎร 63 ที่กลับไปหาคณะราษฎร มันมีวัตถุสิ่งของแบบคนธรรมดาสามัญที่ถูกผลิตเยอะขึ้น และมันจะช่วยเติมเต็มความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรได้เป็นอย่างดีที่สุด เป็นช่องว่างขนาดใหญ่มาก” ชาตรีกล่าว

ก่อนปิดการเสวนา ชาตรีกล่าวเชิญชวนผู้สนใจให้มาช่วยเติมเต็มช่องว่างผ่านการส่งความทรงจำเข้าเว็บไซต์ วัตถุปฏิวัติ เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณของการปฏิวัติ 2475 ให้คนรุ่นต่อๆไป

“เป้าหมายของเราไม่เยอะ 2,475 ชิ้นเท่านั้น ตอนนี้ก็มี 40 ชิ้นแล้ว” ชาตรีกล่าว “ใครมีวัตถุสิ่งของ รูปภาพเก่าๆ หรืออะไรบางอย่าง ซุกซ่อนอยู่ในซอกหลืบของบ้าง เป็นของคุณปู่คุณตาคุณย่าคุณยาย ก็สามารถที่จะถ่ายเก็บแล้วก็เขียนถึงมัน อย่าคิดว่ามันไม่สำคัญ ก็คือความทรงจำธรรมดาของวัตถุสิ่งของหรือลูกหลานต่อมาว่า วัตถุชิ้นนี้ ภาพถ่ายชิ้นนี้ เตียงนอนเหล่านี้ – ไม่ได้พูดเล่นนะ มีเตียงนอนที่มีรูปพานรัฐธรรมนูญอยู่บนหัวเตียงด้วย – ถ้วยชาม ซองบุหรี่ เข็มกลัด หรืออื่นๆอีกมากมาย ขอให้ทุกท่านช่วยเป็นส่วนหนึ่งของเจ้าของเว็บไซต์ วัตถุปฏิวัติ นี้ในการเขียนถึงมัน ขุดความทรงจำของมันขึ้นมา”

[บรรยากาศการเสวนา “2475 กับประวัติศาสตร์สามัญชน” ขณะผู้ดำเนินรายการ ผศ.สิทธารถ ศรีโคตร (คนที่สองจากซ้าย) สร้างเสียงหัวเราะ]

อ่านต่อ